TH

5 โรคที่ต้องระวังช่วงน้ำท่วม อาการแบบไหนดูแลเองได้ แบบไหนต้องรีบพบแพทย์?

5 โรคที่ต้องระวังช่วงน้ำท่วม อาการแบบไหนดูแลเองได้ แบบไหนต้องรีบพบแพทย์?

5 โรคที่ต้องระวังช่วงน้ำท่วม อาการแบบไหนดูแลเองได้ แบบไหนต้องรีบพบแพทย์?

5 โรคที่ต้องระวังช่วงน้ำท่วม

อาการแบบไหนดูแลเองได้ แบบไหนต้องรีบพบแพทย์?

น้ำท่วมไม่ได้ทำให้เราเสี่ยงต่อโรคเฉพาะตอนที่กำลังเดินลุยน้ำเท่านั้น บางโรคเกิดขึ้นหลังจากผิวหนังแช่น้ำเพียงไม่นาน ขณะที่บางโรคอาจใช้เวลาหลายวันกว่าจะแสดงอาการ แม้เราจะกลับมาอยู่ในบ้านที่แห้งและสะอาดแล้วก็ตาม

สิ่งที่ระวังคือ โรคที่เกิดจากน้ำท่วมหลายโรคมีอาการเริ่มต้นคล้ายกัน แต่ความรุนแรงและวิธีรักษาแตกต่างกัน มาทำความรู้จัก 5 โรคและปัญหาสุขภาพที่ควรระวัง พร้อมวิธีสังเกตอาการที่ช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าควรดูแลตัวเองหรือไปพบแพทย์

1. ผิวเปื่อยจากการแช่น้ำ: เท้าเปื่อยไม่ได้แปลว่าเป็นเชื้อราเสมอไป

หลังเดินลุยน้ำท่วม หลายคนสังเกตว่าผิวบริเวณซอกนิ้วเท้าเริ่มมีสีขาวซีด เปื่อยยุ่ย หรือลอกออกเป็นแผ่น จึงรีบหายาฆ่าเชื้อรามาทา เพราะเข้าใจว่าตัวเองเป็นโรคน้ำกัดเท้า

แต่ในความเป็นจริง อาการเหล่านี้อาจเกิดจากผิวหนังแช่น้ำนานเกินไป โดยยังไม่มีการติดเชื้อราเลยก็ได้

ปกติผิวหนังชั้นนอกทำหน้าที่คล้ายกำแพงที่คอยป้องกันสิ่งแปลกปลอมจากภายนอก เมื่อแช่น้ำเป็นเวลานาน ผิวจะอุ้มน้ำจนเปื่อยยุ่ย ทำให้เกราะป้องกันผิวเสียไป เกิดการระคายเคืองและมีรอยแตกเล็ก ๆ ได้ง่ายขึ้น

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่แค่ผิวลอกหรืออาการคันเท่านั้น เพราะผิวที่เปื่อยยังเปิดโอกาสให้เชื้อราและแบคทีเรียเข้าสู่ผิวหนังได้ง่ายขึ้นด้วย แล้วควรดูแลอย่างไร?

หากมีเพียงผิวเปื่อยจากความชื้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการลดระยะเวลาที่ผิวสัมผัสน้ำ หลังลุยน้ำให้ล้างเท้าด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อน ๆ จากนั้นซับให้แห้ง โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้า และเปลี่ยนรองเท้าหรือถุงเท้าที่เปียกชื้น ไม่ควรใช้แอลกอฮอล์หรือน้ำยาฆ่าเชื้อเข้มข้นราดผิวที่เปื่อย เพราะอาจทำให้ผิวระคายเคืองมากขึ้น หากผิวหนังเริ่มมีอาการบวมแดง เจ็บมาก หรือมีหนอง ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาการติดเชื้อแทรกซ้อน

2. โรคเชื้อราที่เท้า: บางครั้งต้นเหตุไม่ได้มาจากน้ำท่วมโดยตรง

แม้เชื้อราที่เท้าจะเป็นปัญหาที่พบได้ในช่วงน้ำท่วม แต่มีข้อเท็จจริงที่หลายคนอาจไม่ทราบ นั่นคือเชื้อราที่เท้าไม่ได้จำเป็นต้องมาจากน้ำท่วมโดยตรง ความอับชื้นจากรองเท้าและถุงเท้าที่เปียกเป็นเวลานาน ทำให้เชื้อราที่มีอยู่เดิมเจริญเติบโตได้ดีขึ้น นอกจากนี้ เชื้อรายังติดต่อผ่านการสัมผัสผิวหนังที่ติดเชื้อ หรือการใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น รองเท้าและผ้าเช็ดตัว

อาการที่พบบ่อยคือคันบริเวณซอกนิ้วเท้า มีขุย ผิวลอก หรือมีรอยแตก บางรายอาจมีผื่นลอกบริเวณฝ่าเท้า หรือมีตุ่มน้ำร่วมด้วย จะแยกเชื้อรากับผิวเปื่อยธรรมดาได้อย่างไร?

ถ้าผิวเปื่อยหลังแช่น้ำและค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อรักษาเท้าให้แห้ง อาจเป็นเพียงปัญหาจากความชื้น แต่หากยังมีอาการคันและผิวลอกต่อเนื่องหลังจากเท้าแห้งแล้ว หรือผื่นลุกลามไปบริเวณฝ่าเท้า ก็ควรสงสัยการติดเชื้อรา อย่างไรก็ตาม ทั้งสองภาวะอาจเกิดร่วมกันได้ และไม่สามารถแยกโรคได้อย่างแน่นอนจากอาการเพียงอย่างเดียว

หากสงสัยเชื้อราที่เท้า สามารถปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อเลือกยาฆ่าเชื้อราที่เหมาะสม และใช้ยาตามระยะเวลาที่แนะนำ ไม่ควรซื้อยาทาผสมสเตียรอยด์มาใช้เองโดยไม่ทราบการวินิจฉัย เพราะอาจทำให้เชื้อราลุกลามหรือบดบังลักษณะของโรคได้

3. ผิวหนังติดเชื้อแบคทีเรีย: แผลเล็ก ๆ หลังลุยน้ำ อาจอันตรายกว่าที่คิด

หลายคนกังวลกับบาดแผลขนาดใหญ่ แต่กลับมองข้ามรอยถลอกเล็ก ๆ หรือรอยแตกที่เท้า ทั้งที่บาดแผลเหล่านี้ก็สามารถเป็นทางเข้าสู่ร่างกายของเชื้อแบคทีเรียได้

โดยเฉพาะเมื่อบาดแผลสัมผัสน้ำท่วมที่อาจปนเปื้อนสิ่งปฏิกูลและเชื้อโรค

สิ่งที่สำคัญ คือ แบคทีเรียที่ทำให้เกิดการติดเชื้อหลังสัมผัสน้ำ ไม่ได้มีเพียงเชื้อที่ทำให้เกิดการติดเชื้อผิวหนังทั่วไปเท่านั้น

ตัวอย่างเช่น เชื้อ Aeromonas ซึ่งพบได้ในแหล่งน้ำจืด อาจทำให้เกิดการติดเชื้อที่บาดแผลหลังสัมผัสน้ำ ส่วนการสัมผัสน้ำทะเลหรือน้ำกร่อยที่มีเชื้อ Vibrio อาจทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงได้ในบางราย โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด 

อาการแบบไหนที่ไม่ควรรอดูเอง?

หากบาดแผลเริ่มบวม แดง ร้อน หรือเจ็บมากขึ้น ควรพบแพทย์ แต่หากมีอาการปวดรุนแรงผิดปกติ รอยแดงขยายอย่างรวดเร็ว ผิวเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ หรือมีตุ่มพองร่วมด้วย ควรไปห้องฉุกเฉินทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อรุนแรงในเนื้อเยื่อ

อีกเรื่องที่สำคัญคือ เมื่อไปพบแพทย์ ควรแจ้งด้วยว่าบาดแผลเคยสัมผัสน้ำท่วมหรือน้ำทะเลหรือไม่ เพราะประวัติการสัมผัสน้ำมีผลต่อการประเมินชนิดของเชื้อและการเลือกยาปฏิชีวนะ

หากถูกของมีคมบาดหรือทิ่มตำขณะลุยน้ำ ควรให้แพทย์ประเมินบาดแผลและประวัติการฉีดวัคซีนบาดทะยักด้วย

4. โรคฉี่หนู: ไม่เห็นหนู ไม่มีแผล ก็ยังติดเชื้อได้

ชื่อโรคฉี่หนูอาจทำให้หลายคนเข้าใจว่า ต้องสัมผัสหนูหรือปัสสาวะหนูโดยตรงจึงจะติดโรค แต่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้น

โรคฉี่หนู หรือโรคเลปโตสไปโรสิส (Leptospirosis) เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ถูกขับออกมาทางปัสสาวะของสัตว์ที่ติดเชื้อ ไม่ใช่แค่หนู แต่รวมถึงสัตว์ชนิดอื่น เช่น สุนัข โค และสุกรด้วย

เมื่อปัสสาวะที่มีเชื้อปนเปื้อนลงในน้ำหรือดิน เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผล รอยถลอก รวมถึงเยื่อบุตา จมูก และปากได้

ดังนั้น แม้ไม่มีบาดแผลที่มองเห็นชัดเจน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสติดเชื้อ โดยเฉพาะเมื่อมีน้ำปนเปื้อนกระเด็นเข้าตาหรือปาก

สิ่งที่ต้องระวังคือ โรคฉี่หนูไม่ได้ทำให้ป่วยทันทีหลังลุยน้ำ

โรคมีระยะฟักตัวประมาณ 2–30 วัน โดยมักเริ่มมีอาการภายใน 5–14 วันหลังได้รับเชื้อ ผู้ป่วยอาจมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณน่องหรือหลัง คลื่นไส้ อาเจียน และบางรายอาจมีตาแดงร่วมด้วย

อาการในระยะแรกคล้ายโรคติดเชื้ออื่น ๆ เช่น ไข้หวัดหรือไข้เลือดออก จึงไม่สามารถวินิจฉัยได้จากอาการปวดน่องหรือตาแดงเพียงอย่างเดียว

ที่สำคัญ ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องมีอาการครบทุกข้อ และไม่จำเป็นต้องรอให้ตัวเหลืองหรือตาเหลืองก่อนจึงจะสงสัยโรคฉี่หนู เพราะอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของโรคที่รุนแรงแล้ว

หากมีไข้หลังลุยน้ำ ควรทำอย่างไร?

หากมีไข้ภายใน 30 วันหลังสัมผัสน้ำท่วมหรือดินโคลนที่อาจปนเปื้อน ควรไปพบแพทย์และแจ้งประวัติการสัมผัสน้ำ โดยเฉพาะหากมีอาการปวดกล้ามเนื้อรุนแรงหรืออาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย

หากปัสสาวะน้อยลง ตัวเหลือง ตาเหลือง หายใจเหนื่อย หรือมีเลือดออกผิดปกติ ควรเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทันที เพราะโรคอาจทำให้เกิดไตวาย ตับทำงานผิดปกติ หรือเลือดออกในปอดได้

อีกประเด็นหนึ่งที่ควรทราบคือ การตรวจเลือดหาโรคฉี่หนูในช่วงแรกอาจยังไม่พบภูมิคุ้มกันต่อเชื้อ ดังนั้น ผลตรวจที่เป็นลบในระยะแรกจึงไม่ได้ตัดโรคออกเสมอไป หากแพทย์สงสัยโรคมาก อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติมหรือเริ่มยาปฏิชีวนะโดยไม่รอผลตรวจยืนยัน

ส่วนผู้ที่ลุยน้ำแต่ยังไม่มีอาการ ไม่จำเป็นต้องซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานป้องกันด้วยตัวเอง การพิจารณาให้ยาป้องกันต้องประเมินความเสี่ยงเป็นรายกรณี

5. ผื่นผิวหนังอักเสบจากการสัมผัสสารระคายเคือง: น้ำลดแล้ว แต่ผิวอาจเพิ่งเริ่มมีปัญหา

หลังน้ำลด หลายคนต้องทำความสะอาดบ้านเป็นเวลาหลายชั่วโมง ทั้งล้างพื้น ขัดคราบโคลน และใช้น้ำยาฆ่าเชื้อกับสิ่งของต่าง ๆ

สิ่งที่มักเกิดขึ้นตามมาคืออาการผิวแห้ง แสบ แดง คัน หรือผิวแตก โดยเฉพาะบริเวณมือ ซึ่งอาจเกิดจากผื่นผิวหนังอักเสบจากการสัมผัสสารระคายเคือง (Irritant contact dermatitis)

โรคนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยแพ้น้ำยาทำความสะอาดเสมอไป เพราะแม้จะไม่มีประวัติแพ้สารใด ๆ ก็สามารถเกิดผื่นได้ หากผิวหนังสัมผัสน้ำ ผงซักฟอก หรือสารทำความสะอาดซ้ำ ๆ จนเกราะป้องกันผิวถูกทำลาย

แม้แต่น้ำสะอาดก็อาจทำให้ผิวระคายเคืองได้ หากมือต้องเปียกและแห้งสลับกันบ่อย ๆ ตลอดทั้งวัน

ทำความสะอาดบ้านอย่างไรไม่ให้ผิวพัง?

ควรสวมถุงมือที่เหมาะกับน้ำยาที่ใช้ และหลีกเลี่ยงการให้น้ำขังอยู่ภายในถุงมือเป็นเวลานาน หลังทำความสะอาดควรล้างมือด้วยผลิตภัณฑ์ที่อ่อนโยน ซับมือให้แห้ง และทาครีมบำรุงผิวที่ไม่มีน้ำหอม

หากเริ่มมีผื่นแดงหรือแสบ ควรลดการสัมผัสสารที่สงสัยว่าเป็นสาเหตุ หากอาการไม่ดีขึ้นหรือมีผิวหนังแตกเป็นแผล ควรพบแพทย์

ข้อควรระวังอีกเรื่องหนึ่งคือ ไม่ควรผสมน้ำยาฟอกขาวกับน้ำยาทำความสะอาดชนิดอื่น เพราะอาจเกิดก๊าซพิษที่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจได้ ควรใช้ผลิตภัณฑ์ตามคำแนะนำบนฉลาก และทำความสะอาดในบริเวณที่อากาศถ่ายเทสะดวก

หลังลุยน้ำท่วม ควรสังเกตอาการอะไรเป็นพิเศษ?

โรคที่มากับน้ำท่วมไม่ได้มีอาการเหมือนกันทั้งหมด การสังเกตว่าอาการเกิดขึ้นเมื่อใดและมีลักษณะอย่างไร จะช่วยให้เรารู้ว่าควรไปพบแพทย์เร็วแค่ไหน

หากผิวเท้าเปื่อยหรือลอกหลังแช่น้ำ ควรดูแลความสะอาดและลดความอับชื้น แต่หากมีอาการคันและผิวลอกต่อเนื่อง อาจต้องตรวจหาการติดเชื้อรา

หากบาดแผลเริ่มบวมแดงหรือเจ็บมากขึ้น โดยเฉพาะหลังสัมผัสน้ำท่วม ควรพบแพทย์เพื่อประเมินการติดเชื้อ และหากอาการลุกลามอย่างรวดเร็ว ไม่ควรรอดูอาการอยู่ที่บ้าน

ส่วนอาการไข้ที่เกิดขึ้นหลายวันหลังลุยน้ำก็ไม่ควรมองข้าม แม้บาดแผลที่เท้าจะหายดีแล้ว เพราะโรคฉี่หนูอาจมีระยะฟักตัวนานหลายวันก่อนเริ่มแสดงอาการ

สิ่งสำคัญที่สุดคือ เมื่อไปพบแพทย์ อย่าลืมบอกว่าเคยลุยน้ำท่วม สัมผัสดินโคลน หรือมีบาดแผลที่สัมผัสน้ำมาก่อน แม้เหตุการณ์นั้นจะผ่านไปแล้วหลายวันก็ตาม ประวัติเหล่านี้อาจเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยโรคและเลือกการรักษาได้อย่างเหมาะสม

โดย นพ.ณัฏฐ์พัชร์ จิระสุทัศน์

ศูนย์ผิวหนัง และเลเซอร์

โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์

มั่นใจ..กับการวินิจฉัยที่ตรงจุด

โดยแพทย์และทีมงานผู้เชี่ยวชาญ

ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม