ระวัง! “ไวรัสตับอักเสบเอ” ภัยใกล้ตัวจากอาหาร
โรคตับอักเสบเอเกิดจากเชื้อไวรัส Hepatitis A virus (HAV) ติดต่อผ่านการรับประทานอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ (fecal-oral route) โรคนี้มักเป็นแบบเฉียบพลัน และไม่กลายเป็นโรคเรื้อรัง แต่สามารถทำให้เกิดอาการรุนแรงได้ในผู้ใหญ่
อาการของไวรัสตับอักเสบ A
ผู้ติดเชื้ออาจมีอาการดังนี้ (ไม่จำเป็นต้องมีครบทุกข้อ)
- ไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร
- คลื่นไส้ อาเจียน
- แน่นท้องบริเวณชายโครงขวา
- ท้องร่วง
- ปัสสาวะสีเข้ม
- ตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน)
การติดต่อ
เชื้อไวรัสตับอักเสบ A มักติดต่อจากการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่ม ที่ปนเปื้อนเชื้อโดยผู้ที่เตรียมอาหารเป็นพาหะของโรค รวมทั้งการรับประทานอาหารที่ไม่สุก ผู้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่น
- ผู้ที่อาศัยอยู่บ้านเดียวกันกับผู้ป่วย
- นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาด
- เด็กหรือเจ้าหน้าที่ในศูนย์เลี้ยงเด็ก
- ผู้ที่อยู่ในชุมชนแออัดหรือที่พักชั่วคราว
- ผู้ป่วยโรคตับเรื้อรังหรือโรคตับแข็งจากสุรา
- พ่อครัวหรือแม่ครัวที่ปรุงอาหารเป็นประจำ
ความเสี่ยง
- การกินอาหารนอกบ้านเพิ่มขึ้น วัฒนธรรมการกินอาหารดิบเพิ่มขึ้น
- น้ำดื่ม/น้ำแข็งอาจปนเปื้อน
การป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ A
- การบริโภคอาหารปรุงสุก สะอาด และน้ำดื่มที่ได้มาตรฐาน
- หลีกเลี่ยงอาหารดิบหรือกึ่งสุกกึ่งดิบ
- รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล
- ล้างมือทุกครั้งหลังใช้ห้องน้ำ และก่อนปรุงหรือรับประทานอาหาร
- สวมถุงมือเมื่อต้องสัมผัสอุจจาระผู้อื่น และล้างมือให้สะอาดหลังสัมผัส
- การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ A
วัคซีนเป็นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพสูง
- สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 16 ปีขึ้นไป ฉีดวัคซีน 2 เข็ม (เข็มแรก และเข็มที่ 2 ห่างกัน 6–12 เดือน ภูมิคุ้มกันจะเริ่มขึ้นหลังฉีดวัคซีนเข็มแรก 4 สัปดาห์ และจะป้องกันไวรัสตับอักเสบ A ได้นานอย่างน้อย 1 ปี การฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ซึ่งฉีดหลังเข็มแรก 6-12 เดือน จะให้การป้องกันนานขึ้นคาดการณ์ว่าอยู่ได้นานถึง 20 ปี
- สามารถฉีดพร้อมวัคซีนอื่น เช่น ไข้หวัดใหญ่ ไวรัสตับอักเสบ B บาดทะยัก คอตีบ หรือไข้สมองอักเสบ
- ผู้ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนและต้องเดินทางไปพื้นที่ระบาด ควรฉีดก่อนอย่างน้อย 4 สัปดาห์
การระบาดของไวรัสตับอักเสบเอในปัจจุบัน สะท้อนถึงความสำคัญของ “การป้องกันล่วงหน้า” ทั้งการดูแลสุขอนามัย และการฉีดวัคซีน
ทบทวนโดย : นพ.กัมพล โรจนรัตนางกูร
ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ
โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์
แพทย์แนะนำ