ท้องเสีย (อุจจาระร่วงเฉียบพลัน) สาเหตุ l อาการ l การป้องกัน
อาการท้องเสียเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อนหรือช่วงที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อทางเดินอาหาร แม้ส่วนใหญ่จะไม่รุนแรงและสามารถหายได้เอง แต่หากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม อาจนำไปสู่ภาวะขาดน้ำและภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้
ท้องเสียคืออะไร
ท้องเสีย คือ ภาวะที่มีการถ่ายอุจจาระเหลวหรือเป็นน้ำมากกว่าปกติ โดยถ่ายตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไปภายใน 24 ชั่วโมง อาจเกิดขึ้นแบบเฉียบพลันและหายภายในไม่กี่วัน หรือเป็นเรื้อรังนานกว่า 4 สัปดาห์ ซึ่งควรได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์
สาเหตุของอาการท้องเสีย
อาการท้องเสียสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ ได้แก่
1. การติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร
- เชื้อไวรัส เช่น โนโรไวรัส และโรตาไวรัส
- เชื้อแบคทีเรียจากอาหารและน้ำที่ปนเปื้อน
- เชื้อปรสิตจากอาหารหรือแหล่งน้ำที่ไม่สะอาด
2. อาหารเป็นพิษ
เกิดจากการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อโรคหรือสารพิษจากเชื้อแบคทีเรีย
3. การแพ้อาหารหรือการย่อยอาหารผิดปกติ
เช่น การแพ้น้ำตาลแลคโตสในนม หรือการตอบสนองต่ออาหารบางชนิด
4. ผลข้างเคียงจากยา
โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะ ยาระบาย หรือยาบางชนิดที่มีผลต่อระบบทางเดินอาหาร
5. โรคของระบบทางเดินอาหาร
เช่น โรคลำไส้แปรปรวน โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับการดูดซึมสารอาหาร
อาการที่พบร่วมกับท้องเสีย
นอกจากการถ่ายเหลว ผู้ป่วยอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น
- ปวดบิดหรือเกร็งท้อง
- คลื่นไส้ อาเจียน
- ท้องอืด
- มีไข้
- อ่อนเพลีย
- เบื่ออาหาร
- กระหายน้ำมากกว่าปกติ
ในกรณีที่มีการสูญเสียน้ำมาก อาจเกิดภาวะขาดน้ำ ซึ่งสังเกตได้จากอาการปากแห้ง ปัสสาวะน้อย เวียนศีรษะ หรืออ่อนแรงผิดปกติ
การดูแลตนเองเมื่อมีอาการท้องเสีย
- ดื่มน้ำและเกลือแร่ให้เพียงพอ
- ควรดื่มน้ำสะอาดบ่อย ๆ และรับประทานสารละลายเกลือแร่สำหรับผู้ป่วยท้องเสีย (ORS) เพื่อทดแทนน้ำและเกลือแร่ที่สูญเสียไป
- รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย
อาหารที่เหมาะสม ได้แก่
- ข้าวต้ม
- โจ๊ก
- กล้วยสุก
- ขนมปัง
- ซุปใส
ควรหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด อาหารมัน ของทอด และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน
- พักผ่อนให้เพียงพอ
การพักผ่อนช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวและลดความอ่อนเพลียจากการเจ็บป่วย
สัญญาณอันตรายที่ควรรีบพบแพทย์
ควรเข้ารับการตรวจรักษาหากมีอาการดังต่อไปนี้
- ถ่ายเหลวรุนแรงหรือถี่มาก
- ถ่ายเป็นเลือดหรือมีมูกปน
- มีไข้สูง
- อาเจียนต่อเนื่อง รับประทานอาหารหรือน้ำไม่ได้
- มีอาการขาดน้ำ เช่น ปากแห้งมาก ปัสสาวะน้อย ซึม หรือหมดแรง
- อาการไม่ดีขึ้นภายใน 48–72 ชั่วโมง
- ผู้ป่วยเป็นเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว
วิธีป้องกันอาการท้องเสีย
- ล้างมือด้วยสบู่ก่อนรับประทานอาหารและหลังใช้ห้องน้ำ
- รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่และสะอาด
- ดื่มน้ำสะอาดหรือผ่านการต้มสุก
- ล้างผักและผลไม้ให้สะอาดก่อนรับประทาน
- หลีกเลี่ยงอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ หรืออาหารที่เก็บรักษาไม่เหมาะสม
- ใช้ช้อนกลางเมื่อต้องรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่น
อาการท้องเสียเป็นภาวะที่พบได้บ่อยและส่วนใหญ่มักหายได้เอง แต่การดูแลอย่างถูกวิธี โดยเฉพาะการป้องกันภาวะขาดน้ำ มีความสำคัญอย่างยิ่ง หากมีอาการรุนแรงหรือมีสัญญาณอันตราย ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาที่เหมาะสม
อ้างอิง : World Health Organization (WHO): Diarrhoea
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข