ปวดท้องแสบ…ไม่ใช่แค่เรื่องธรรมดา! ทำความรู้จักกับ “โรคแผลในกระเพาะอาหาร”
โรคแผลในกระเพาะอาหาร หรือแผลเป็ปติก (Peptic ulcer disease)
หมายถึง แผลที่เกิดขึ้นที่กระเพาะอาหาร (Gastric ulcer) หรือ ลำไส้เล็กส่วนต้น (Duodenal ulcer) ซึ่งกลไกการเกิดและปัจจัยเสี่ยงคล้ายคลึงกัน เป็นภาวะที่พบได้บ่อยทั้งในคนไทยและทั่วโลก เป็นสาเหตุของอาการปวด เสียดจุกท้องหรือลิ้นปี่ เป็น ๆ หาย ๆ แน่นท้อง ท้องอืด อาหารไม่ย่อย เลือดออกทางเดินอาหาร ภาวะซีด กระเพาะอาหารทะลุ หรือ อาจเป็นอาการแสดงของมะเร็งกระเพาะอาหาร ดังนั้นการป้องกัน รวมถึงการวินิจฉัยการรักษารอยแผล และรักษาสาเหตุการเกิดแผลได้อย่างถูกต้อง ร่วมกับติดตามหลังการรักษา จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ
สาเหตุการเกิดโรคแผลในกระเพาะอาหาร และปัจจัยเสี่ยง
สาเหตุที่สำคัญ และพบได้บ่อยของการเกิดแผลเป็ปติก มี 2 สาเหตุ ได้แก่
- การติดเชื้อ H. Pylori : เชื้อ Helicobacter Pylori เป็นเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่ง ที่สามารถอาศัยอยู่ในผิวกระเพาะแม้สภาวะที่มีกรดสูง หากมีการติดเชื้อชนิดนี้ จะทำให้เกิดการอักเสบของกระเพาะอาหาร เป็นรอยถลอก (Erosion) หรือเป็นแผล (Gastric or Duodenal ulcer) บริเวณกระเพาะอาหาร หรือ ลำไส้เล็กส่วนต้น และอาจนำไปสู่การเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารได้ในที่สุด
- การใช้ยาต้านเกล็ดเลือด หรือ การแก้ปวด แก้อักเสบ กลุ่ม NSAIDs : ยาทั้งสองกลุ่มนี้ มีฤทธิ์ทำให้ผิวกระเพาะผลิตชั้นเมือกลดลง มีผลทำให้กรดในกระเพาะอาหารสามารถทำลายผิวกระเพาะ ได้ง่ายขึ้น จึงเป็นเหตุให้เกิดแผลมากขึ้น
นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่น ๆ ซึ่งพบได้น้อย แต่มีความสำคัญ เช่น มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งต่อมน้ำเหลืองในกระเพาะอาหาร โรคที่มีการสร้างกรดมากผิดปกติ เป็นต้น และปัจจัยร่วมที่อาจเป็นสาเหตุให้รอยแผลที่มีอยู่เดิม เกิดภาวะแทรกซ้อนได้มากขึ้น ได้แก่ การใช้ยาต้านเกล็ดเลือด การใช้ยาละลายลิ่มเลือด การใช้ยา NSAIDs ในขนาดที่สูง หรือ พร้อมกันหลายตัว การใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์ ผู้ป่วยมีอายุมาก การกินแอลกอฮอล์ และสูบบุหรี่ เป็นต้น
อาการของโรคแผลในกระเพาะอาหาร
- ปวดแสบ จุกเสียด แน่นท้อง บริเวณลิ้นปี่ หรือ บริเวณท้องด้านซ้าย
- อาหารไม่ย่อย อิ่มเร็ว อึดอัดหลังทางอาหาร
- คลื่นไส้ อาเจียน
- ถ่ายเป็นสีดำ หรือ เลือดสด อาเจียนออกเป็นสีดำ หรือ สีแดง
- อาการจากภาวะโลหิตจาง ได้แก่ หน้ามืด เวียนหัว เหนื่อยง่าย เพลีย ไม่มีแรง
- น้ำหนักลด ทานได้น้อยลง
การตรวจเพื่อวินิจฉัยโรคแผลในกระเพาะอาหาร
โรคแผลในกระเพาะอาหาร สามารถให้การวินิจฉัยด้วยการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนต้น และสามารถตรวจชิ้นเนื้อเพิ่มเติม เพื่อยืนยันว่าเป็นแผลชนิดไม่ใช่มะเร็ง นอกจากนี้ยังมีความจำเป็น ที่ต้องตรวจการติดเชื้อ H. pylori ซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญของแผลเป็ปติกด้วย
การรักษาโรคแผลในกระเพาะอาหาร
โรคนี้รักษาด้วยยาลดกรดเป็นหลัก โดยหากเป็นแผลที่กระเพาะอาหาร จะให้ยาลดกรดนานอย่างน้อย 8-12 สัปดาห์ และจำเป็นต้องส่องกล้องติดตามเพื่อดูว่าแผลหายจริงหลังรักษา สำหรับแผลในลำไส้เล็ก รักษาง่ายกว่า โดยการกินยาลดกรดติดต่อกัน นาน 4-8 สัปดาห์ โดยไม่จำเป็นต้องส่องกล้องซ้ำ หากไม่ใช่แผลที่มีภาวะแทรกซ้อนร่วมด้วย
หากมีการติดเชื้อ H.pylori ร่วมด้วย จำเป็นต้องรักษาด้วยยาเฉพาะที่สั่งโดยแพทย์ทางเดินอาหาร ซึ่งทั่วไปจะประกอบด้วย ยาลดกรดขนาดสูง และยาปฏิชีวนะอีก 2-3 ชนิด กินติดต่อกัน หลังจากนั้นจำเป็นต้องได้รับการตรวจเชื้อซ้ำ เพื่อยืนยันการกำจัดเชื้อ H.Pylori
หากแผลเกิดจากการกินยาแก้อักเสบกลุ่ม NSAIDs ควรหยุดกินยากลุ่ม NSAIDs แต่หากมีความจำเป็นต้องกินยากลุ่มนี้โดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ จำเป็นต้องกินยาลดกรดควบคู่ไปด้วยทุกครั้ง เพื่อลดโอกาสการเกิดแผล และผลแทรกซ้อนจากแผลในทางเดินอาหาร
การป้องกันโรคแผลในกระเพาะอาหารที่ทุกคนก็ทำได้
- หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้อักเสบกลุ่ม NSAIDs หากไม่มีข้อบ่งชี้ และปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนใช้ยา
- ไม่แนะนำให้ใช้ยาชุด ยาต้ม ยาหม้อ ยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบที่ไม่มีฉลาก หรือชื่อยาที่ชัดเจน และควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา
- หากมีความจำเป็นต้องใช้ยากลุ่มต้านเกล็ดเลือด จำเป็นต้องได้รับยาลดกรดทานควบคู่กัน และปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา เพื่อประเมินความจำเป็น และผลแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
- รับประทานอาหารที่สุก สะอาด ใช้ช้อนกลาง
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่
- หลีกเลี่ยงการกินอาหารเผ็ด รสจัด
ทบทวนโดย : นพ.กัมพล โรจนรัตนางกูร
ศูนย์ทางเดินอาหาร และตับ
โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์
แพทย์แนะนำ