“ไอกรน” ที่พ่อแม่ต้องเฝ้าระวัง !
ไอไม่หยุด อาการคล้ายโรคหวัดธรรมดา .. “ไอกรน” ที่พ่อแม่ต้องเฝ้าระวัง !
หากลูกน้อยของคุณพ่อคุณแม่มีอาการไอแห้ง ๆ ไข้ต่ำ ๆ ติดต่อกันนานหลายวัน ต้องระวัง “โรคไอกรน” โรคติดต่อสำคัญที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตในเด็กเล็ก
โรคไอกรน คืออะไร มีสาเหตุมาจากอะไร
โรคไอกรน (Whooping Cough) เป็นโรคติดต่อระบบทางเดินหายใจที่พบเจอได้ทุกวัย โดยเฉพาะในทารกและเด็กเล็ก ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Bordetella Pertussis (B. Pertussis) ที่ติดต่อได้ง่ายผ่านการไอ จาม หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งของผู้ที่มีเชื้อโดยเฉพาะจากผู้ใหญ่ในครอบครัว ซึ่งอาจจะไม่มีอาการ หรืออาการแสดงน้อย โดยเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้มักพบได้ที่บริเวณลำคอและหลังโพรงจมูก ทำให้เกิดการอักเสบที่เยื่อบุทางเดินหายใจและเกิดอาการไอ ซึ่งมีลักษณะอาการพิเศษที่สามารถสังเกตได้ชัดเจนคือการไอติด ๆ กัน ไอจนหายใจไม่ทัน และเมื่อหายใจเข้าจะได้ยินเสียงวู๊ป ๆ สลับกันแบบนี้เป็นชุด ๆ
อาการโรคไอกรนเป็นอย่างไร หลังจากได้รับเชื้อแบคทีเรีย (B. Pertussis) จะมีระยะฟักตัว 7-10 วัน หรือนานได้ถึง 20 วัน ก่อนจะปรากฎอาการดังนี้
1. อาการระยะแรก
จะเป็นช่วงที่แยกโรคได้ยาก เพราะอาการที่แสดงออกนั้นคล้ายคลึงกับไข้หวัดธรรมดา ซึ่งมีอาการเริ่มต้นดังนี้
- อาการไอ
- น้ำมูกเล็กน้อย
- อาจมีไข้ต่ำ ๆ หรือไม่มีไข้เลยก็ได้
จากนั้นอาการไอจะเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะมีอาการอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ และมักเป็นอาการไอแบบแห้ง ๆ ซึ่งในระยะนี้เป็นระยะที่แพร่เชื้อได้มากที่สุด
2. อาการระยะรุนแรง
เป็นระยะที่อาการไอกรนเด่นชัดที่สุดและสามารถเป็นนาน 2-4 สัปดาห์ โดยมีอาการดังนี้
- ไอซ้อน ๆ ไอถี่ ๆ ติดกันเป็นชุด สลับกับการหายใจเข้าอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงวู๊ป ๆ
- บางคนไอจนตาแดง น้ำมูก น้ำตาไหล ตาถลน ลิ้นจุกปาก เส้นเลือดคอโป่งพอง หรืออาเจียนได้ เพื่อขับเสมหะที่เหนียวข้นออกมา
- ในเด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน อาจมีอาการหน้าเขียว ตัวเขียว จากการหยุดหายใจ หรือจากเสมหะอุดตันทางเดินหายใจ
3. อาการระยะฟื้นตัว
เป็นระยะที่ความรุนแรงของอาการทั้งหมดลดลง แต่จะยังคงมีอาการไอติดต่อกันต่อเนื่องไปอีก 2-3 สัปดาห์ และถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อนอะไรเพิ่มเติมก็จะหายจากโรคได้ใน 6-10 สัปดาห์
วิธีการรักษาโรคไอกรน
- ยาปฏิชีวนะ โดยยาจะทำงานได้ดีในช่วง 7 วันแรก และช่วยลดความรุนแรงของโรคได้ถ้าตรวจวินิจฉัยไวและให้ยารักษาได้ทัน เพราะการให้ยาในระยะที่มีอาการไอหนักแล้วจะไม่ค่อยได้ผล
- รักษาตามอาการ โดยการให้ยาตามอาการที่เป็น รวมไปถึงพักผ่อนให้เพียงพอ, ดื่มน้ำอุ่น, อยู่ในห้องที่อากาศถ่ายเทได้ดี
- เลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้เกิดอาการไอ เช่น การออกแรง, ร้องไห้, อยู่ในที่ ๆ มีฝุ่น หรือควัน, อยู่ในอากาศที่เย็นจัด หรือร้อนจัด
โรคไอกรนสามารถป้องกันได้ ด้วยการเข้ารับวัคซีนพื้นฐานให้ครบ
ปัจจุบันวัคซีนไอกรนถูกจัดให้เป็นวัคซีนพื้นฐานที่ต้องเข้ารับ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและลดความรุนแรงของโรคในอนาคต โดยวัคซีนโรคไอกรนควรเข้ารับให้ครบตามช่วงอายุ ดังนี้
- ครั้งที่ 1 เมื่อมีอายุ 2 เดือน
- ครั้งที่ 2 เมื่อมีอายุ 4 เดือน
- ครั้งที่ 3 เมื่อมีอายุ 6 เดือน
- ครั้งที่ 4 เมื่อมีอายุ 18 เดือน
- ครั้งที่ 5 ฉีดกระตุ้นเมื่ออายุ 4 ปี
หมายเหตุ : สำหรับเด็กโตและผู้ใหญ่ แนะนำให้ในอายุ 11-12 ปี และสามารถให้ทุก 10 ปี
และเพราะในปัจจุบันเรามีวัคซีนพื้นฐานสำหรับเด็กในการป้องกันโรคไอกรนแล้ว จึงทำให้อุบัติการณ์ในการพบเจอโรคนี้น้อยลง แต่ทั้งนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีเลย ดังนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความใส่ใจกับวัคซีนเพื่อลูกน้อยที่คุณรักให้ครบถ้วน และหากพบว่ามีคนในครอบครัวป่วย หรือสัมผัสกับเชื้อโรคไอกรนมา ควรสวมหน้ากากอนามัย แยกกักตัวเฝ้าระวังอาการ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคนี้

ทบทวนโดย : พญ.อัญชลี จิรสิริโรจนากร
ศูนย์สุขภาพเด็ก
โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์