TH

ไวรัสตับอักเสบบี เชื้อไวรัสที่อาจพัฒนาสู่โรคมะเร็งตับ

ไวรัสตับอักเสบบี เชื้อไวรัสที่อาจพัฒนาสู่โรคมะเร็งตับ

ไวรัสตับอักเสบบี เชื้อไวรัสที่อาจพัฒนาสู่โรคมะเร็งตับ

ไวรัสตับอักเสบบี (Hepatitis B)  เป็นไวรัสที่ก่อให้เกิดการอักเสบของเซลล์ตับทั้งการอักเสบเฉียบพลันและเรื้อรัง นำไปสู่การเกิดภาวะตับแข็งและเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งตับ  หากไม่ได้รับการรักษา

การคัดกรองของไวรัสตับอักเสบบี

ติดต่อจากการสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น

  • ติดต่อจากแม่สู่ลูกจากการสัมผัสเลือดของแม่ระหว่างการคลอด
  • ติดต่อผ่านเพศสัมพันธ์ โดยไม่ป้องกัน
  • การเจาะหรือสักร่างกายโดยใช้อุปกรณ์ที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อที่เหมาะสม

อาการของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

  • การติดเชื้อชนิดเฉียบพลัน

เมื่อได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย ผู้ป่วยบางรายจะมีอาการปวดเมื่อยตามตัว, เป็นไข้, ตัวและตาเหลือง หากร่างกายสามารถกำจัดเชื้อได้ จะดีขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์ และร่างกายจะสร้างภูมิต้านทานต่อโรคและไม่นำไปสู่ขึ้นการติดเชื้อเรื้อรัง

  • การติดเชื้อชนิดเรื้อรัง

ผู้ป่วยมักไม่แสดงอาการ สามารถวินิจฉัยการติดเชื้อได้จากการตรวจเลือดพบเชื้อหรือหากการติดเชื้อนำไปสู่การเกิดภาวะแทรกซ้อน ผู้ป่วยอาจมาด้วยอาการของการทำงานของตับบกพร่อง เช่น ท้องโต ขาบวม ตัว ตาเหลือง

การวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบบี

ทำได้โดยการตรวจหาเชื้อไวรัสในเลือด โดยการตรวจหา Antigen ของเชื้อ (HBSAg)

ภาวะแทรกซ้อนจากไวรัสตับอักเสบบี

  • ตับแข็ง เกิดจากการเกิดการอักเสบซ้ำ ๆ จนเกิดเป็นพังผืดในเนื้อตับ
  • ตับวายเฉียบพลันเกิดจากการอักเสบรุนแรงมีการตายของเนื้อตับ ทำให้การทำงานของตับลดลง
  • มะเร็งตับผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบที่ไม่ได้รับการรักษามีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับมากกว่าคนปกติเฉลี่ย 100 เท่า

ผู้ที่ควรรับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี

  • ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อ ควรได้รับวัคซีนป้องกัน
  • ลดความเสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อได้แก่ ลดพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศโดยใช้ถุงยางอนามัย หลีกเลี่ยงการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น

การตรวจเพิ่มเติมหลังจากการวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบบี

  • ตรวจเลือดเพื่อประเมินการทำงานของตับ (Liver Function Test)
  • ตรวจวัดปริมาณไวรัส (HBVviral load)
  • ตรวจวัดปริมาณพังผืดตับ (Transient gastography)
  • ตรวจอัลตราซาวน์ (Ultrasound)เพื่อประเมินภาวะตับแข็งและคัดกรองโรคมะเร็งตับ

การป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี

  • ผู้ที่ควรได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี
  • ผู้ป่วยโรคตับเรื้อรัง
  • ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง
  • ผู้ที่ตรวจเลือดแล้วไม่มีภูมิต้านทานและตรวจไม่พบการติดเชื้อ

การรักษาโรคไวรัสตับอักเสบบี

ยารักษาโรคไวรัสตับอักเสบในปัจจุบันมีประสิทธิภาพในการควบคุมปริมาณไวรัสได้ดี แต่โอกาสในการกำจัดไวรัสออกจากร่างกายได้ทั้งหมด ยังมีอัตราที่ค่อนข้างต่ำ

นอกจากนี้ผู้ป่วยบางรายอาจไม่ได้มีความจำเป็นที่ต้องใช้ยาต้านไวรัส โดยผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ในการรักษาโดยใช้ยาต้านไวรัส ได้แก่ มีภาวะตับแข็ง มีพังผืดในตับสูง ปริมาณไวรัสสูงและผู้ป่วยมะเร็งตับ

ทบทวนโดย : พญ.กฤตยา เมฆฤทธิไกร

ศูนย์ทางเดินอาหาร และตับ

โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์

แพทย์แนะนำ

พญ.กฤตยา  เมฆฤทธิไกร
พญ.กฤตยา เมฆฤทธิไกร
ศูนย์บริการทางการแพทย์ ศูนย์ทางเดินอาหาร และตับ
การรักษาและการบริการ ระบบทางเดินอาหาร, โรคระบบทางเดินอาหารและตับ
ข้อมูลแพทย์

มั่นใจ..กับการวินิจฉัยที่ตรงจุด

โดยแพทย์และทีมงานผู้เชี่ยวชาญ

ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม