โรคหลอดเลือดสมอง รู้ทัน เช็กอาการ เฝ้าระวังสัญญาณอันตราย!
โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) คืออะไร?
เป็นภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยง ส่งผลให้เซลล์สมองเสียหาย
อาจเกิดจาก หลอดเลือดสมองตีบ/อุดตัน (Ischemic Stroke) หรือ เลือดออกในสมอง (Hemorrhagic Stroke) หากไม่ได้รับการรักษาทันเวลา อาจทำให้เป็นอัมพาตหรือเสียชีวิต
ประเภทของโรคหลอดเลือดสมอง
1. หลอดเลือดสมองตีบหรือลิ่มเลือดอุดตัน (Ischemic Stroke)
- พบได้บ่อยที่สุด
- เกิดจากไขมันสะสมในผนังหลอดเลือด หรือมีลิ่มเลือดอุดตัน
2. หลอดเลือดสมองแตกหรือเลือดออกในสมอง (Hemorrhagic Stroke)
- เกิดจากหลอดเลือดสมองแตก ทำให้เลือดรั่วไหลไปกดทับเนื้อสมอง
3. ภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว (TIA – Transient Ischemic Attack)
- คล้ายโรคหลอดเลือดสมองแต่เกิดขึ้นชั่วคราว และอาการหายได้เอง
- เป็นสัญญาณเตือนที่ควรรีบรักษา
อาการเตือนของโรคหลอดเลือดสมอง (FAST)
F (Face) ใบหน้า: มีอาการชาหรือใบหน้าเบี้ยวข้างเดียว
A (Arm) แขน: แขนอ่อนแรง ยกไม่ขึ้น
S (Speech) พูด: พูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง หรือพูดไม่ออก
T (Time) เวลา: หากมีอาการ รีบไปโรงพยาบาลโดยด่วน
อาการอื่น ๆ ที่อาจพบ
- เดินเซ เวียนศีรษะ ทรงตัวไม่ได้
- ตามัว มองเห็นภาพซ้อน
- ปวดศีรษะรุนแรงเฉียบพลัน
- เขียนหนังสือ เซ็นต์ชื่อไม่ได้
- ใช้คำผิด
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง
ปัจจัยที่ควบคุมได้
- ความดันโลหิตสูง
- เบาหวาน
- ไขมันในเลือดสูง
- สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์
- ขาดการออกกำลังกาย
- อ้วนหรือน้ำหนักเกิน
- ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้
- อายุที่มากขึ้น (เสี่ยงเพิ่มขึ้นหลังอายุ 55 ปี)
- พันธุกรรม (ประวัติคนในครอบครัวเคยเป็น)
- โรคทางพันธุกรรมบางชนิด
วิธีป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง
- ควบคุมความดันโลหิต น้ำตาล และไขมันให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
- กินอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืช และหลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 30 นาที
- งดสูบบุหรี่ และลดการดื่มแอลกอฮอล
- ตรวจสุขภาพเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงสูง
หากมีอาการสงสัย ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที ก่อน 4.5 ชั่วโมง จะช่วยลดความรุนแรงของโรคได้
การตรวจวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมอง
1. การซักประวัติและตรวจร่างกาย
แพทย์จะสอบถามประวัติทางการแพทย์ของผู้ป่วย รวมถึงอาการที่เกิดขึ้น และปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกี่ยวข้อง จากนั้นจะทำการตรวจร่างกายทั่วไป และตรวจระบบประสาทอย่างละเอียด
2. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
เป็นการตรวจเลือดเพื่อประเมินค่าต่างๆ เช่น ความเข้มข้นของเลือด การแข็งตัวของเลือด ระดับน้ำตาลในเลือด และระดับไขมันในเลือด
3. การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram – ECG)
ใช้เพื่อตรวจสอบจังหวะการเต้นของหัวใจ และค้นหาความผิดปกติที่อาจส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือดไปยังสมอง
4. การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT Scan Brain)
ช่วยประเมินภาวะสมองขาดเลือด หรือมีเลือดออกในสมอง ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว
5. การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI Scan / MRA Brain and Carotid)
ใช้เพื่อตรวจสอบโครงสร้างของสมองและหลอดเลือดในสมองอย่างละเอียด ด้วยความแม่นยำสูง
6. การตรวจอัลตราซาวด์หลอดเลือดคอ (Carotid Duplex Ultrasound)
เป็นการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงเพื่อตรวจสอบลักษณะ ขนาด และการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดแดงบริเวณลำคอ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเลือดไปเลี้ยงสมอง
ทบทวนโดย : นพ.ธีรวัจน์ โกมลพฤตินันท์
อายุรแพทย์โรคหลอดเลือดสมองประสาทวิทยา
โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์