ทำไมต้องฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปี ?
โรคไข้หวัดใหญ่ การป้องกันและความสำคัญของวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่
โรคไข้หวัดใหญ่เป็นโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา โดยทั่วไปมักพบการติดเชื้อจากสายพันธุ์ A และ B ซึ่งสามารถก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยเฉียบพลันในระบบทางเดินหายใจ อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว คัดจมูก เจ็บคอ และไอ ในบางกรณีอาการอาจรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีโรคประจำตัว ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี
การป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ด้วยวัคซีน
วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการป้องกันไข้หวัดใหญ่คือ การฉีดวัคซีนป้องกันโรค ปัจจุบันประเทศไทยใช้วัคซีนชนิดเชื้อตาย ชนิด 4 สายพันธุ์ (Quadrivalent Influenza Vaccine) ตามคำแนะนำขององค์การอนามัย
- วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิด 4 สายพันธุ์ ประกอบด้วย สายพันธุ์ A จำนวน 2 สายพันธุ์ และ สายพันธุ์ B จำนวน 2 สายพันธุ์
- สำหรับผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป มีวัคซีนชนิดพิเศษที่เรียกว่า Quadrivalent Influenza Vaccine ชนิด high dose (Efluelda®) ซึ่งมีปริมาณแอนติเจนมากกว่าวัคซีนทั่วไปถึง 4 เท่า ทำให้สามารถป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สายพันธุ์ของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ใหม่ 2025
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ชนิด 4 สายพันธุ์ สำหรับซีกโลกใต้ปี ค.ศ. 2025
เชื้อสายพันธุ์วัคซีนไข้หวัดใหญ่จะมีความแตกต่างกันในแต่ละปีโดยองค์การอนามัยโลก (WHO) จะเป็นผู้กำหนดสายพันธุ์ของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่จะนำมาผลิตวัคซีน โดยองค์การอนามัยโลกได้ประกาศเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์วัคซีนไข้หวัดใหญ่ สำหรับซีกโลกใต้ปี ค.ศ. 2025 (Southern hemisphere (SH) 2025) ซึ่งมีความแตกต่างกับสายพันธุ์ของไวรัสในวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์สำหรับภูมิภาคซีกโลกเหนือปี ค.ศ. 2024-2025 (NH 2024-2025) จำนวน 1 สายพันธุ์ ดังนี้

ใครสามารถฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้ และควรฉีดเมื่อไหร่?
- แนะนำให้ฉีดวัคซีนก่อนเข้าสู่ฤดูฝน (มีนาคม – พฤษภาคม) หรือฤดูหนาว (ตุลาคม – พฤศจิกายน)
- เริ่มฉีดได้ในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป และสามารถรับวัคซีนได้ทุกปี
- สำหรับเด็กที่มีอายุ 6 เดือน ถึงอายุน้อยกว่า 9 ปี หากได้รับวัคซีนเป็นครั้งแรก ควรฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 1 เดือน หลังจากนั้นให้ฉีดซ้ำทุกปี ปีละ 1 เข็ม
- ผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากโรคไข้หวัดใหญ่ ควรได้รับวัคซีนป้องกัน ซึ่งได้แก่
– เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี
– หญิงตั้งครรภ์ และหญิงที่อยู่ในระยะ 2 สัปดาห์หลังคลอด
– ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป
– ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคปอด โรคหัวใจ โรคไต เบาหวาน และผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
– ผู้ที่มีปัญหาด้านการกลืนและหายใจ เช่น โรคลมชัก โรคหอบหืด และโรคถุงลมโป่งพอง
อาการข้างเคียงหลังฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่
- อาการปวด บวม แดงบริเวณที่ฉีด ให้ประคบเย็น
- ไข้ต่ำ ปวดเมื่อยตามตัว ซึ่งจะหายเองภายใน 3 วัน หากมีไข้ให้รับประทานยาลดไข้ และเช็ดตัวลดไข้
- หากมีอาการแพ้รุนแรง หายใจไม่สะดวก ลมพิษ ซีด หัวใจเต้นเร็ว ควรปรึกษาแพทย์ทันที
ข้อห้ามในการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่
- เคยแพ้วัคซีนไข้หวัดใหญ่รุนแรง หรือแพ้สารประกอบอื่น ๆ ในวัคซีน
- กำลังมีไข้หรือเจ็บป่วยเฉียบพลัน ควรเลื่อนการรับวัคซีนไปก่อน
- มีโรคประจำตัวเรื้อรังที่มีอาการกำเริบ เช่น เจ็บแน่นหน้าอก ใจสั่น หอบเหนื่อย หรือยังคุมอาการของโรคไม่ได้
- เด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน
คำแนะนำก่อนเข้ารับการฉีดวัคซีน
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
- หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์
- งดออกกำลังกายอย่างน้อย 2 ชั่วโมงก่อนและ 1 วันหลังฉีดวัคซีน
- แจ้งแพทย์เกี่ยวกับโรคประจำตัว ประวัติแพ้วัคซีน หรือยาเดิมที่ใช้อยู่
- สวมเสื้อแขนสั้นเพื่อความสะดวกในการฉีดวัคซีน
การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นวิธีที่ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพในการลดความเสี่ยงจากโรคไข้หวัดใหญ่ ควรได้รับวัคซีนเป็นประจำทุกปีเพื่อให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง และสามารถป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ทบทวนโดย : นายแพทย์สัญชัย ซิงห์
แพทย์ประจำศูนย์สุขภาพ
โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์
แพทย์แนะนำ