พ่อแม่ต้องรู้! วิธีดูแลฟันลูกน้อยโดยการเคลือบฟลูออไรด์
ในปัจจุบันโรคฟันผุในเด็กไทยยังคงเป็นปัญหาสุขภาพช่องปากที่สำคัญ จากการสำรวจสภาวะสุขภาพช่องปากแห่งชาติครั้งที่ 9 ปี 2566 โดยสำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย พบว่าเด็กไทยยังคงประสบปัญหาฟันผุในอัตราที่สูง ข้อมูลจากการสำรวจครั้งก่อนในปี 2560 พบว่าเด็กอายุ 3 ปี มีฟันผุเฉลี่ย 3 ซี่ต่อคน และเด็กอายุ 5 ปี มีฟันผุเฉลี่ย 4.5 ซี่ต่อคน ซึ่งการเคลือบฟลูออไรด์เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ช่วยดูแลสุขภาพฟันในเด็กให้แข็งแรง
ทำไมต้องเคลือบฟลูออไรด์
การเคลือบฟลูออไรด์ คือหนึ่งในวิธีป้องกันฟันผุและดูแลฟันเด็กให้แข็งแรง โดยการใช้สารฟลูออไรด์ที่ผลิตขึ้นเพื่องานทันตกรรม เคลือบลงไปบนซี่ฟันของเด็กให้ฟันแข็งแรง ทนทานต่อกรดของแบคทีเรียในช่องปาก ทำให้ฟันผุยากขึ้น โดยเฉพาะในเด็กที่มีความเสี่ยงฟันผุมากเป็นพิเศษ เช่น เด็กที่ยังเลิกขวดนมตามวัยไม่ได้ เด็กที่ไม่ให้ความร่วมมือในการแปรงฟัน รับประทานขนมขบเคี้ยวบ่อย ๆ และมีคราบจุลินทรีย์มาก ซึ่งเด็กกลุ่มนี้ทันตแพทย์จะแนะนำให้เคลือบฟลูออไรด์เป็นประจำทุก 3-4 เดือน
การเคลือบฟลูออไรด์มีประโยชน์อย่างไร
การเคลือบฟลูออไรด์เป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยป้องกันฟันผุและเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับฟัน โดยการเคลือบฟลูออไรด์มีประโยชน์ ดังนี้
1. ป้องกันฟันผุ ฟลูออไรด์ช่วยเสริมสร้างเคลือบฟันให้แข็งแรงและต้านทานกรดที่เกิดจากแบคทีเรียในช่องปาก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของฟันผุ
2. ซ่อมแซมเคลือบฟันที่เริ่มถูกทำลาย หากสารเคลือบฟันเริ่มถูกกัดกร่อนจากกรด ฟลูออไรด์จะช่วยกระตุ้นกระบวนการคืนกลับ (Remineralization) ทำให้เคลือบฟันกลับมาแข็งแรงขึ้นก่อนที่จะเกิดฟันผุ
3. ลดการสะสมของคราบจุลินทรีย์
ฟลูออไรด์ช่วยลดการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดคราบพลัค (Plaque) ซึ่งเป็นต้นเหตุของโรคฟันผุและเหงือกอักเสบ
4. เหมาะสำหรับคนที่มีความเสี่ยงต่อฟันผุสูง เช่น
- เด็กเล็ก ที่ยังดูแลสุขภาพช่องปากได้ไม่ดี
- คนที่จัดฟัน ซึ่งมีโอกาสเกิดฟันผุง่ายขึ้นเพราะทำความสะอาดฟันได้ยาก
- ผู้ที่มีภาวะปากแห้ง (Xerostomia) ทำให้การผลิตน้ำลายลดลง ซึ่งส่งผลให้ฟันผุได้ง่ายขึ้น
5. ช่วยให้ฟันแข็งแรงขึ้นในระยะยาว
การเคลือบฟลูออไรด์เป็นการดูแลป้องกันที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพฟันให้แข็งแรง ลดโอกาสฟันผุในอนาคต และช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาทันตกรรมที่อาจเกิดขึ้น โดยปกติ ทันตแพทย์จะแนะนำให้เด็กและผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อฟันผุเคลือบฟลูออไรด์เป็นประจำทุก 3-6 เดือน แล้วแต่กรณี
แล้วในเด็กสามารถเคลือบฟลูออไรด์แบบไหนได้บ้าง มีขั้นตอนยุ่งยากมั้ย?
การเคลือบฟลูออไรด์สำหรับเด็กมี 2 แบบ ได้แก่
1. เคลือบฟลูออไรด์แบบวานิช
เหมาะสำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 6 ปี หรือเด็กที่ไม่ค่อยให้ความร่วมมือในการเคลือบฟลูออไรด์โดยง่าย โดยทันตแพทย์จะแปรง หรือขัดฟันของเด็กให้แห้งสะอาด จากนั้นก็ใช้พู่กันทาฟลูออไรด์วานิชบริเวณผิวฟัน หากพบฟันผุ หมอฟันจะทาเน้นไปที่จุดผุสีขาวที่อาจอยู่ด้านบดเคี้ยวและด้านประชิดในซอกฟัน เพื่อทำให้เกิดผลึกแคลเซียมบริเวณเคลือบฟันช่วยระงับรอยผุของฟันและป้องกันฟันผุได้ดี โดยระวังไม่ให้โดนเหงือก เพราะอาจเกิดการระคายเคืองในช่องปาก
2. เคลือบฟลูออไรด์แบบเจล
เหมาะสำหรับเด็กที่มีอายุมากกว่า 6 ปีขึ้นไป มีวิธีการเคลือบโดยทันตแพทย์จะใส่ถาดเคลือบฟลูออไรด์ตามจำนวนฟันและใส่ฟลูออไรด์เจล ⅓ ของความสูงถาด นำถาดครอบเข้าไปในช่องปากทั้งฟันบน-ล่าง พร้อมกับหลอดดูดน้ำลายเพื่อดูดฟลูออไรด์ส่วนเกินและเอาน้ำลายออก ป้องกันไม่ให้เด็กได้รับฟลูออไรด์มากเกินไป จากนั้นทันตแพทย์จะจับเวลาประมาณ 4 นาที แล้วให้เด็กบ้วนน้ำลายและฟลูออไรด์ออก โดยทันตแพทย์จะใช้หลอดดูดน้ำลายดูดฟลูออไรด์ในช่องปากให้มากที่สุด
วิธีดูแลตัวเองหลังเคลือบฟลูออไรด์
- งดดื่มน้ำและงดรับประทานอาหาร 30 นาที – 1 ชั่วโมง เพื่อให้ฟลูออไรด์ซึมเข้าสู่ฟันได้อย่างเต็มที่
- รับประทานแต่อาหารอ่อนและน้ำ งดรับประทานอาหารที่แข็งหรือเหนียวหรือเป็นกรด อาทิ เช่น ลูกอม ขนมกรุบกรอบ น้ำอัดลม น้ำผลไม้รสเปรี้ยว เนื่องจากอาจทำให้ชั้นฟลูออไรด์หลุดออกก่อนที่จะซึมเข้าสู่ฟัน
- หากพบความผิดปกติในช่องปาก เช่น มีอาการคลื่นไส้ หรือมีจุดขาวผิดปกติบนฟัน ควรปรึกษาทันตแพทย์ทันที
แล้วเด็ก ๆ ควรเคลือบฟลูออไรด์ บ่อยแค่ไหน ?
ทันตแพทย์จะพิจารณาจากความเสี่ยงในการผุของเด็กแต่ละคน กล่าวคือถ้าเด็กมีความเสี่ยงที่จะฟันผุสูง เช่น เด็กยังเลิกขวดนมไม่ได้ตามวัย แปรงฟันไม่ได้ ไม่ร่วมมือในการแปรงฟัน รับประทานขนมบ่อย
มีคราบจุลินทรีย์มาก กรณีแบบนี้ทันตแพทย์จะถือว่ามีความเสี่ยงในการผุสูง ก็จะนัดเคลือบฟลูออไรด์เป็นประจำทุก 3-4 เดือน พร้อมกับตรวจสุขภาพฟันที่อาจจะมีรอยผุเกิดขึ้นใหม่ และรีบทำการบูรณะฟันผุตั้งแต่ยังเป็นน้อย ๆ ส่วนในกรณีที่เด็กมีความเสี่ยงในการผุต่ำ ทันตแพทย์จะนัดตรวจเช็กพร้อมเคลือบฟลูออไรด์ทุก 6 เดือน
ทบทวนโดย : ทันตกรรมสำหรับเด็ก
โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์