บทความสุขภาพ
Feed

โรคกรดไหลย้อน GERD (Gastroesophageal Reflux Disease)

23 September 2019

 

 

โรคกรดไหลย้อนคืออะไร

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มีตารางงานรัดตัวไม่มีแม้แต่เวลาจะรับประทานอาหารให้ตรงเวลา คุณอาจเคยมีอาการแสบร้อนเหมือนมีไฟจุดอยู่ตรงกลางอก ร่วมกับความรู้สึกเปรี้ยวขมในปาก ทั้งหมดนี้แสดงว่าคุณอาจกำลังเป็น “โรคกรดไหลย้อน” (Gastroesophageal Reflux Disease, GERD) ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการไหลย้อนของกรดในกระเพาะอาหาร กลับไปที่หลอดอาหาร ถึงแม้ชื่อนี้อาจไม่คุ้นหูแต่มีจำนวนประชากรไทยไม่น้อย ที่เป็นโรคนี้ ซึ่งหนังสือเล่มนี้จะแนะนำคุณให้รู้จักโรคกรดไหลย้อนมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งวิธีการปฎิบัติตัว แนวทางการรักษาและเทคนิคต่างๆ ที่จะช่วยให้คุณมีอาการดียิ่งขึ้น
 

อาการของโรคกรดไหลย้อน

อาการสำคัญที่พบบ่อยในโรคกรดไหลย้อน ได้แก่
•    ความรู้สึกแสบร้อนบริเวณลิ้นปี่กลางหน้าอก ซึ่งมักเกิดหลังรับประทานอาหารเสร็จใหม่ๆ
•    รู้สึกเปรี้ยวหรือขมในปากและคอ
•    ท้องอืด จุกเสียด แน่นท้อง

นอกจากอาการหลักเหล่านี้แล้ว โรคกรดไหลย้อนยังก่อให้เกิดอาการที่คุณคาดไม่ถึงอีกมากมาย ดังนี้
•    เจ็บหน้าอกที่ไม่ได้เกิดจากโรคหัวใจ
•    ไอเรื้อรังโดยไม่มีสาเหตุแน่ชัด
•    ฟันผุ มีกลิ่นปาก
•    เสียงแหบเรื้อรัง เสียงเปลี่ยน
•    กลืนติดขัดเหมือนมีก้อนจุกในลำคอ
•    โรคหืดที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาตามปกติ
•    ยิ่งไปกว่านั้นโรคกรดไหลย้อนยังอาจทำให้หลอดอาหารเกิดการอักเสบเป็นแผลรุนแรงจนตีบ หรือเกิดเป็นมะเร็งหลอดอาหารได้

 

ปรับการดำเนินชีวิตเพื่อบรรเทาอาการ

อาการของโรคกรดไหลย้อน สามารถบรรเทาให้เบาบางลงได้ด้วยการปรับเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันเพียงบางอย่าง เช่น อาหารที่คุณรับประทาน หรือแม้แต่ขนาดของเสื้อผ้าที่คุณสวมใส่

ดูแลอาหารที่คุณรับประทาน

คุณอาจไม่ทราบมาก่อนว่าเครื่องดื่มถ้วยโปรดของคุณ เช่น กาแฟ อาจเป็นตัวกลางของโรคกรดไหลย้อน

อาหารที่พึงหลีกเลี่ยง

  • ชา กาแฟ และน้ำอัดลมทุกชนิด
  • อาหารทอด อาหารไขมันสูง
  • อาหารรสจัด รสเผ็ด
  • ผลไม้รสเปรี้ยว ส้ม มะนาว มะเขือเทศ
  • หอมหัวใหญ่ สะระแหน่ เปปเปอร์มิ้นต์
  • ช็อกโกแลต

รับประทานอาหารมื้อเล็กๆ และไม่ควรเข้านอนหรือเอนกายหลังอาหาร

งดบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

นิโคลตินในบุหรี่จะเพิ่มความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร และทำให้หูรูดกระเพาะอาหารอ่อนแอ ส่วนเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้หูรูดหลอดอาหารเปิดออกได้เช่นกัน

ยกศีรษะและลำตัวให้สูง

กรดไหลย้อนมักเกิดในขณะนอนราบ ดังนั้นการนอนโดยเสริมหัวเตียงให้ยกสูงขึ้นจะช่วยป้องกันการไหลย้อนของกรดในกระเพาะอาหารได้ ไม่ควรใช้วิธีการหนุนหมอนหลายๆ ใบ

ลดแรงกดต่อกระเพาะอาหาร

เสื้อผ้าและเข็มขัดที่รัดแน่น บริเวณผนังหน้าท้อง การก้มตัวไปด้านหน้า น้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐานล้วนเป็นสาเหตุที่เพิ่มแรงกดต่อกระเพาะอาหารและทำให้กรดไหลย้อนกลับและถ้าคุณมีปัญหาน้ำหนักเกิน ควรลดให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

ผ่อนคลายความเคลียด

ควรหาเวลาพักผ่อนและออกกำลังกายให้สมดุลกับตารางชีวิตของคุณ

การตั้งครรภ์

ผู้หญิงที่มีครรภ์มักเป็นโรคกรดไหลย้อน เนื่องจากอฮร์โมนที่เพิ่มขึ้น ทำให้หูรูดหลอดอาหารอ่อนแอลง รวมทั้งมดลูกมีการขยายตัว หากมีอาการขณะตั้งครรภ์ควรรีบปรึกษาแพทย์

 

การรักษาด้วยยา

การใช้ยาเป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยรักษาโรคกรดไหลย้อน ในผู้ป่วยส่วนใหญ่การรักษาด้วยยา มีเป้าหมายต่างกันไปตามชนิดของยาและอาการของผู้ป่วย ยาที่ใช้รักษารคกรดไหลย้อนสามารถแบ่งกลุ่มตามการออกฤทธิ์ได้ดังนี้

  • ยาลดกรด(Antacids) ลดความเป็นกรดของน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ใช้ในผู้ที่มีอาการเล็กน้อยหรือเป็นเพียงชั่วคราว เช่น aluminium hydroxide, magnesium hydroxide
  • ยากลุ่มกระตุ้นให้มีการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหาร(Prokinetics) เพิ่มการบีบรัดการเคลื่อนไหวของทางเดินอาหาร ทำให้อาหารเคลื่อนออกจากกระเพาะอาหารเร็วขึ้น เช่น Metoclopramide, domperidone เป็นต้น
  • ยากลุ่ม H2 receptor antagonist ออกฤทธิ์ยับยั้งฮิสตามีนไม่ให้จับกับตัวรับในกระเพาะอาหาร ทำให้กระเพาะอาหารหลั่งกรดลดลง เช่น cimetidine, ranitidine เป็นต้น
  • ยากลุ่มยับยั้งโปรตอนปั้ม(Proton pump inhibitors, PPl) ยับยั้งโปรตอนปั้มที่อยู่ในกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นกลไกขั้นสุดท้ายในการหลั่งกรด จึงสามารถลดการหลั่งได้สมบูรณ์ เช่น omeprazole, esomeorazole, pantoprazole เป็นต้น

ในปัจจุบันยากลุ่มยับยั้งโปรตอนปั้มเป็นยาที่ให้ผลรักษาได้ดีที่สุด มีประสิทธิภาพสูงสุด ในการลดการหลั่งกรด และได้ผลเร็วกว่ากลุ่มอื่นๆ คุณอาจต้องรับประทานยานี้ติดต่อกันนาน 6-8 สัปดาห์ หรือนานกว่านั้นขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ และเมื่อคุณสามารถปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตได้ แพทย์อาจปรับลดขนาดยาลงทีละน้อย

 

รับประทานยาอย่างไรให้ได้ผล

การกินยาอย่างถูกต้องและครบถ้วนตามคำแนะนำของแพทย์มีความสำคัญอย่างมากต่อการรักษาโรคกรดไหลย้อนให้หาย เมื่อคุณเริ่มกินยาไปได้ระยะนึง อาการต่างๆจะดีขึ้น แต่อย่าหยุดยาเอง ต้องกินจนครบตามแพทย์สั่ง เพราะอาการอาจกลับเป็นซ้ำได้อีก หลังจากที่คุณหยุดยาเอง ก่อนรับประทานยาอื่นๆ โดยเฉพาะยารักษาอาการอักเสบ ปวดข้อ และแอสไพริน คุณต้องตรวจสอบกับแพทย์ หรือเภสัชก่อนเสมอ เนื่องจากยาเหล่านี้มักระคายเคืองเยื่อบุทางเดินอาหารและทำให้อาการแย่ลง

 

เมื่อไหร่ต้องรีบพบแพทย์

ถึงแม้ว่าโรคกรดไหลย้อนส่วนใหญ่จะไม่มีอาการรุนแรง แต่ไม่ควรละเลยโดยไม่รักษา เพราะอาจเกิดการแทรกซ้อนที่รุนแรงขึ้นได้ ทั้งนี้หากพบแพทย์เพื่อรักษาแล้ว คุณยังมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นต้องปรึกษาแพทย์ทันที

  • อาเจียนบ่อยหรือมีเลือดปน
  • กลืนติดหรือกลืนลำบาก
  • อุจจาระมีสีดำเข้ม หรือมีเลือดปน
  • อ่อนเพลีย ซีด
  • น้ำหนักลดลงอย่างต่อเนื่องโดยไม่มีสาเหตุ
  • รับประทานยาครบตามแพทย์สั่ง แล้วอาการไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง

 

เมื่อไรจึงต้องรักษาด้วยการผ่าตัด

ในรายที่มีอาการของโรคกรดไหลย้อนรุนแรงจนใช้ยาเต็มที่แล้วไม่ได้ผล หรือมีข้อห้ามในการรับประทานยา รวมทั้งไม่ต้องการกินยาตลอดเวลาหรือเป็นซ้ำบ่อยหลังหยุดยา ซึ่งมีเพียงร้อยละ 10 ของผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนที่แพทย์อาจพิจารณาใช้การผ่าตัดเป็นทางเลือกในการรักษา

 

ทบทวนโดย: นพ.ธนกรณ์ หาญสมบูรณ์ โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์